สถาบันฯดูงาน ณ ศูนย์แสดงเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน และบ้านประหยัดพลังงาน จังหวัดปทุมธานี

เมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2558 คณะทำงานอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ศูนย์แสดงเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน และบ้านประหยัดพลังงาน (บริเวณเทคโนธานี) ต.คลองห้า อ. คลองหลวง จ. ปทุมธานี 

ดูงานอนุรักษ์พลังงาน_5

การศึกษาดูงาน ณ ศูนย์แสดงเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน ในครั้งนี้ นำทีมโดยอาจารย์ ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ ประธานคณะทำงานอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาสิ่งแวดล้อม และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากอาจารย์ ชัยยุทธ สารพา ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารจัดการศูนย์แสดงเทคโนโลยีพลังงาน และมี คุณปริญญา พลพันธ์ พร้อมด้วยคณะ เป็นวิทยากรบรรยายรายละเอียดของการออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงานต้นแบบ อันได้แก่อาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งถูกออกแบบและก่อสร้างให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย บนพื้นฐานการใช้พลังงานต่ำสุด คือบนพื้นที่ 14,000 ตารางเมตร ใช้พลังงานไฟฟ้าเพียง 2 ล้านบาท ต่อปี หรือประมาณ 1.8-1.9 แสนบาท ต่อเดือน ในขณะที่อาคารที่มีขนาดเดียวกัน ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าต่อปีถึง 7 ล้านบาท โดยอาศัยหลักการ 5 ประการ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ มีดังนี้ คือ

1. การปรุงแต่งสภาพแวดล้อม บนหลักการของ ดิน น้ำ และ ลม

  • ดินและวัสดุปูพื้น เนื่องจากดินเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการลดอุณหภูมิความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ดี ดังนั้น การสร้างที่จอดรถด้านนอกอาคารที่ไม่มีหลังคา จึงใช้พื้นหญ้า และปูด้วยอิฐบล็อกตัวหนอนที่มีช่องตรงกลางเพื่อให้หญ้าที่ปูด้านล่างนั้นเติบโตได้ การปลูกหญ้าคลุมดินนี้จะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการสร้างพื้นปูนใกล้ตัวอาคาร เพราะ พื้นปูนจะดูดซับความร้อนได้นานและคายความร้อนช้า นอกจากนี้ ตัวอาคารได้ออกแบบสร้างห้องใต้ดินเทียม โดยนำดินมาถมสูงตรงชั้นที่หนึ่งของตัวอาคารโดยรอบ
  • สร้างสระน้ำ ยิ่งกว้างมากเท่าไรยิ่งดีและควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวอาคาร เพื่อให้เกิดความเย็นบริเวณรอบนอกอาคาร
  • ลม ติดแผ่นอลูมิเนียมคลาสสิคโดยรอบ

2. รูปทรงอาคารและใช้ปัจจัยธรรมชาติ

  • รูปทรงปิรามิด ช่วยลดแรงปะทะลมร้อน และลดการรั่วซึมของอากาศภายนอกเข้าสู่อาคาร โดยติดตั้งกระจกชนิดพิเศษเป็นแบบ 2 ชั้น เพื่อรับแสงธรรมชาติ นอกจากนี้ได้ติดตั้งระบบตรวจจับความจ้าของแสง และจะมี่ม่านปิดช่องรับแสงอัตโนมัติหากความจ้าของแสงมีมากเกินเกณฑ์ปกติที่กำหนดไว้ แต่การใช้ปลูกอาคารรูปทรงปิรามิดนี้จะทำให้เสียพื้นที่ใช้งานไป
  • รูปทรงโดม ซึ่งมีช่องแสงและช่องระบายอากาศที่ส่วนบนสุด ช่วยนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้ในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้หลอดไฟได้จำนวนมาก ส่วนพื้นผิวที่ประกอบภายในโดมนั้นจะไม่เรียบเสมอกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการดูดซับเสียงไม่ให้ก้อง
  • รูปจั่ว ด้านหน้าของอาคารทำหลังคาเป็นรูปจั่วยื่นออกไปด้านหน้ายาวประมาณ 2 เมตร เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้ปรับสายตา นอกจากนี้ มีประตูกระจก ติดตั้งไว้ตรงทางเข้า 2 ชั้น และเปิดด้านเดียว บานเดียว
  • การวางทิศทางอาคาร แนะนำให้ปลูกอาคารหันหน้าไปทางทิศเหนือ เนื่องจากการศึกษาวิจัย พบว่า ทิศเหนือจะเผชิญแสงแดดหรือลมร้อนประมาณ 4 เดือน ในขณะที่ทิศใต้ 7-8 เดือน

3. การใช้เทคโนโลยีสำหรับภูมิอากาศร้อนชื้น

  • ใช้ผนังกันความร้อนชนิดพิเศษ (EIFS) หนาหลายชั้น โดยมีชั้นหนึ่งเป็นโฟมหนา 3 นิ้ว แต่มีราคาแพงกว่าปกติ 1-2 เท่า
  • กระจกสกัดกั้นความร้อน (Heat Stop Glass) สามารถรับความร้อนผ่านเข้ามาในอาคาร 20-30 % แต่รับความสว่างได้ 100 %

4. การใช้ระบบและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง

  • ระบบปรับอากาศ มีระบบผลิตความเย็น และระบบส่งจ่ายลมเย็น โดยการติดตั้งชีลเลอร์ 250 ตัน จำนวน 2 ตัว โดยในช่วงเวลากลางคืนเปิดเครื่องผลิตน้ำแข็งสะสมไว้ เพราะค่าไฟจะถูก และเมื่อถึงตอนเช้าก็เปิดให้น้ำไหลผ่านน้ำแข็งนี้ อากาศที่ไหลออกมาจากจึงเย็น
  • ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง มีท่อนำแสงสว่าง

5. การใช้ระบบตรวจสอบและควบคุมอาคารอัตโนมัติ มีระบบปิด-เปิดไฟ ระหว่างพักเที่ยงและเวลากลับบ้าน และระบบตรวจสอบควบคุมระดับพลังงานและอุณหภูมิ ซึ่งอาคารต้นแบบนี้ ได้มีการจัดการแบ่งพื้นที่การใช้งานเป็น 3 โซน คือ

  • พื้นที่ส่วนแพสซีฟ เช่น ทางเดินภายในอาคาร จะเปิดพลังงานสูงสุดที่อุณหภูมิ 27 องศา และ เปิดลมแรงๆ ช่วย โดยจะได้รับอากาศ(ลม)ไหลเวียนผ่านทางเดินที่ออกแบบเป็นทางเดินลาดต่อเนื่องกัน และจะไม่ใช้บันได
  • กึ่งแพสซีฟโซน เช่น ห้องสมุด จะเปิดที่อุณหภูมิ 25 องศา
  • พื้นที่ส่วนควบคุมเช่น  ห้องฝึกอบรม/ ห้องประชุมใหญ่ จะเปิดที่อุณหภูมิ 25 องศา
  • มีระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว โดยจะมีแสงสว่างปรากฏขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของคน ซึ่งส่วนใหญ่จะติดตั้งไว้ในส่วนที่มิได้มีการใช้งานเป็นประจำ จึงอาจทำให้ลืมปิดไฟได้ เช่น ห้องเก็บของ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ 8 ป.ประหยัด ซึ่งเป็นวิธีประหยัดพลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่

  1. เปิด     น้ำ-ไฟ เมื่อจำเป็นต้องใช้เท่านั้น
  2. ปรับ     เครื่องปรับอากาศ 26 องศา
  3. ปิด      น้ำ-ไฟ เมื่อไม่ใช้งาน
  4. ปลด     ปลั๊กไฟทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน
  5. เปลี่ยน  การใช้ลิฟท์ เป็นการขึ้นบันได เพราะ การกดลิฟท์ 1 ครั้ง จะเกิดค่าใช้จ่ายประมาณ 7 บาท ดังนั้น    การที่จะกดลิฟท์ครั้งใดก็ขอให้สังเกตดูว่ามีคนกดไว้ก่อนแล้วหรือยัง หากมีการกดแล้ว ก็ไม่ควรไปกดซ้ำ เพราะจะทำให้สูญเสียเงินไปโดยใช่เหตุ
  6. ปั่น      จักรยาน แทนการใช้รถยนต์ เมื่อเดินทางระยะสั้น
  7. ไป       ร่วมไปทางเดียวกันใช้รถคันเดียวกัน
  8. ปลูก     จิตสำนึกแนวคิดการประหยัดพลังงาน

ดูงานอนุรักษ์พลังงาน_4    ดูงานอนุรักษ์พลังงาน_3 ดูงานอนุรักษ์พลังงาน_2

About the Author: admin