Category Archives: กิจกรรมงานวิจัย

สถาบันจัดเวทีสนทนากลุ่มชุมชนและผู้สูงวัย

สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีสนทนากลุ่มชุมชนและผู้สูงวัย เพื่อพัฒนาอุปกรณ์และเครือข่ายเสียงเรียกช่วยชีวิตที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัยในชุมชน  นำทีมโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศริยามน ติรพัฒน์ รองศาสตราจารย์ ดร. ธงชัย ไพเราะ อาจารย์ ดร.ดวงใจ บรรทัพ นางสาวกวินารัตน์ สุทธิสุคนธ์ ผู้ชำนาญการพิเศษ และ นางอริศรา ตั้งจิตสราญ โดยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลโครงการในวันที่ 14, 18-19 มิถุนายน 2562 โดยการสนทนากลุ่มจำนวน 6 กลุ่ม โดยแบ่งเป็นเขตเมือง เขตกึ่งเมือง และเขตชนบท พื้นที่จังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย เทศบาลเมืองนครปฐม เทศบาลเมืองไร่ขิง เทศบาลตำบลบางกระทึก เทศบาลตำบลคลองโยง องค์การบริหารส่วนตำบลทรงคะนอง (อบต.) และ องค์การบริหารส่วนตำบลยายชา (อบต.) ตัวแทนผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม ได้แก่ นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี ปลัด รองปลัด หัวหน้ากองสาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัคร (อสม.) ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ ผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม จำนวน 72 คน

จากกระบวนการสนทนากลุ่ม ผู้เข้าร่วมโครงการมีข้อเสนอแนะการพัฒนารูปแบบโดยให้คำนึงผลประโยชน์ของการใช้งาน รูปแบบควรมีขนาดเล็ก กะทัดรัด น้ำหนักไม่มาก แบตเตอร์รี่ควรมีความคงทน ถาวร และอุปกรณ์สามารถป้องกันน้ำ และใช้เป็นสายคล้องคอ นาฬิกา หรือ ที่ติดหน้าอก เป็นต้น

สถาบันร่วมประชุมถอดบทเรียนศูนย์เด็กเล็ก

สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล โดย อาจารย์ ดร. นายแพทย์วิชช์ เกษมทรัพย์ รองผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้มอบหมายให้ บุคลากรในงานวิจัย ได้แก่ นางสาวกวินารัตน์ สุทธิสุคนธ์ และนางสาวดุษณี ดำมี ได้เข้าร่วมประชุม ถอดบทเรียนและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อจัดทำคู่มือการบริหารจัดการ และการจัดบริการ ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน ซึ่งจัดโดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2562 เวลา 09.30-16.00 น. ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ห้องบีบี 205 ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีคุณวีระชัย ก้อนมณี ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนระบบบริการสุขภาพชุมชน เป็นประธานในการประชุมดังกล่าว

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจากสถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ กรมอนามัย และผู้แทนจากหลากหลายพื้นที่ ได้แก่เทศบาลตำบลโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์เด็กเล็กโพธิ์ไทย จังหวัดอุบลราชธานี เทศบาลตำบลนาชะอัง จังหวัดชุมพร ศูนย์เด็กเล็กนาชะอัง จังหวัดชุมพร เทศบาลตำบลจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนนักวิชาการที่เกี่ยวข้องจากอีกหลายหน่วยงาน

ศูนย์เด็กเล็ก อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย” หมายถึง สถานที่รับดูแลพัฒนาและจัดประสบการณ์เรียนรู้ การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึงก่อนเข้าประถมศึกษาปีที่ 1 โดยในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 53,332 แห่ง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และกระทรวงศึกษาธิการ ฯลฯ

สำหรับงบประมาณของกองทุน สปสช.มี 2 กองทุนคือ กองทุนท้องถิ่นและกองทุนฟื้นฟูจังหวัด โดยมีจุดเน้นในการจัดกิจกรรมในด้านต่างๆ ได้แก่ 1. การส่งเสริมการเข้าถึงบริการ NCD 2. ส่งเสริมการเข้าถึงบริการเด็กเล็ก 3. เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่าย 4. และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูจังหวัด โดยในประเด็นการดำเนินงานพื้นที่ของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้นแบบนั้นมีจุดเน้นใน 3 เรื่อง คือ 1. ทันตสุขภาพ 2.โภชนาการ (ลดหวาน ลดเค็ม) 3.การส่งเสริมพัฒนาการ และได้มีการจัดทำคู่มือการบริหารจัดการและการจัดบริการ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในชุมชน โดยจะนำคู่มือที่ผลิตเสร็จแล้วไปใช้ในพื้นที่จริงได้ในเดือนกันยายน 2562 นี้ หลังจากนั้นสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียนจะได้ติดตามประเมินผลการใช้คู่มือในพื้นที่ต่อไป

 

สถาบันจัดอบรมเชิงปฎิบัติการ “สร้างและพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคและอาจารย์ทางการแพทย์และสาธารณสุขในประเทศไทยในการทำวิจัยปฏิบัติงานและวิจัยพัฒนาระบบบริการเกี่ยวกับวัณโรค”

วันที่ 23-26 และ 29-30 เมษายน พ.ศ. 2562 ศาสตราจารย์ ดร. สุภา เพ่งพิศ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้ดำเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างและพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคและอาจารย์ทางการแพทย์และสาธารณสุขในประเทศไทยในการทำวิจัยปฏิบัติงานและวิจัยพัฒนาระบบบริการเกี่ยวกับวัณโรค” ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ปี 2562-2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการทำงานวิจัยให้กับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการจัดการปัญหาวัณโรคของสำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) ทั้ง 13 เขตสุขภาพ ซึ่งการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการนี้เป็นครั้งที่ 1 ใช้ระยะเวลา 2 วันต่อพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการจัดการปัญหาวัณโรคของ สคร. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ และหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สคร. เขต 7 ขอนแก่น สคร. เขต 8 อุดรธานี และ สคร. เขต 10 อุบลราชธานี เข้าร่วมกับการฟังบรรยายความรู้พื้นฐานในการทำงานวิจัยวัณโรคและจัดลำดับความสำคัญของปัญหาการเขียนโครงการวิจัยเพื่อเสนอแหล่งทุน พร้อมฝึกปฏิบัติการควบคู่กันไป ทั้งนี้ ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2562 จะมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และ สคร. เขตอื่นๆ ให้ครบทั้ง 13 เขตสุขภาพต่อไป

สถาบันจัดอบรมการจัดการความรู้กระบวนการพัฒนาเพื่อการพัฒนาคนและพัฒนาคุณภาพงาน

เมื่อวันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2562 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพ. ภูดิท เตชาติวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน เป็นประธานเปิดการจัดอบรมโครงการ “การจัดการความรู้: กระบวนการพัฒนาเพื่อการพัฒนาคนและพัฒนาคุณภาพงาน” ณ ห้องประชุม 2106 อาคารฝึกอบรม สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ ดร.นพ. วิชช์ เกษมทรัพย์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียนและอาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการจัดการความรู้ รูปแบบการจัดการความรู้ รวมถึงกรณีศึกษาการจัดการความรู้ที่ดี (Good practices) แก่บุคลากรสายสนับสนุนของสถาบันฯ จำนวน 23 คน

ในการอบรม อาจารย์ ดร.นพ. วิชช์ เกษมทรัพย์ กล่าวว่าการจัดการความรู้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรสถาบันฯ ในทุกส่วนงาน เพราะการจัดการความรู้ที่ดีจะสนับสนุนการสังเคราะห์ข้อมูลของงานที่ปฏิบัติให้มีความชัดเจนและง่ายต่อการสื่อสาร ซึ่งทำให้การส่งต่องานระหว่างบุคลากรในและระหว่างส่วนงานสะดวกและลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการสื่อสารข้อมูลได้มากขึ้น นอกจากนี้ ผลผลิตของการจัดการความรู้ เช่น โมเดลการจัดการความรู้ จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันฯ กับหน่วยงานอื่นภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยมหิดล เพราะสถาบันฯ จะเป็นพื้นที่ตัวอย่างสำหรับการศึกษาดูงานการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำกระบวนการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อให้บุคลากรฝ่ายสนับสนุนในส่วนงานต่าง ๆ ระดมสมองพัฒนาหัวข้อการจัดการความรู้ของงานในแต่ละฝ่ายของตนให้มีประสิทธิผลมากขึ้น โดยมีหัวข้อการจัดการความรู้ทั้งหมด 7 หัวข้อ ทั้งนี้ แต่ละส่วนงานจะรับหัวข้อที่ตนนำเสนอไปดำเนินการจัดทำเอกสารเผยแพร่การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

สถาบันฯ จัดเวทีนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการวิจัยการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมให้คำแนะนำเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในพุทธศาสนิกชนจังหวัดนครปฐม

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562 สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดลจัดเวทีนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการวิจัย การศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมให้คำแนะนำเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในพุทธศาสนิกชนจังหวัดนครปฐม ณ ห้องประชุม 2106 อาคารฝึกอบรม โดยได้รับเกียรติจากบุคลากรสาธารณสุขจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) ทั้ง 8 แห่งในจังหวัดนครปฐม เข้าร่วมรับฟังและอภิปรายผลการดำเนินโครงการดังกล่าวที่มี ดร. สุภา เพ่งพิศ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ทั้งนี้ ผศ.ดร. ศริยามน ติรพัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย กล่าวเปิดการประชุมครั้งนี้ โดยมี ผศ.ดร. อาภา ภัคภิญโญ เป็นผู้ดำเนินการประชุม


ดร. สุภา เพ่งพิศ นำเสนอความเป็นมาของโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานโดยการปรับพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกายและการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษาประกอบด้วยกลุ่ม pre-diabetes/hypertension (มีผลเลือดคาบเส้นการป่วยเป็นโรคทั้งสอง) และกลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง (มีผลการตรวจสุขภาพเข้าเกณฑ์เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน) จำนวน 1,512 คน ที่มีอายุระหว่าง 40-65 ปี ที่เข้ารับบริการจากรพสต. ใกล้วัดทั้ง 6 แห่งในจังหวัดนครปฐม โดยแบ่งกลุ่มทดลองจาก รพสต. ใกล้วัด 6 แห่งและกลุ่มควบคุมในจำนวนเท่ากัน การคัดเลือกผู้เข้าร่วมใช้เกณฑ์ค่าความดันโลหิตและค่าน้ำตาลในเลือดที่อ้างอิงจากเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก และมีการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเพื่อใช้เป็นข้อมูลทางกายภาพประกอบการติดตามผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งความท้าทายต่าง ๆ เช่น มีผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างปะปนเข้ามา (ผู้ที่ป่วยแล้วและบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง) หรือมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มควบคุมซึ่งส่งผลต่อผลการวิจัยที่คาดเคลื่อน ด้านวิธีการ มีการจัดกิจกรรมตรวจคัดกรองและการฝึกอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพดำเนินการที่วัดและรพสต. หลังการปรับพฤติกรรมมีการใช้แบบประเมินต่าง ๆ เช่น PSQ9, GAD, 7 PHQ, และ self-efficacy assessment เป็นต้น

ดร.อิสรีย์ฐิกา ชัยสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสถาบันฯ นำเสนอผลการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยในเวลาหลังเสร็จสิ้นโครงการ เพื่อหาปัจจัยเอื้อและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระดับบุคคล ซึ่งจากการสัมภาษณ์พบว่า ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ที่เข้าโครงการมีความเชื่อมั่นและสามารถรักษาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้ด้วยตนเอง โดยมีปัจจัยเอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับบุคคลซึ่งประกอบด้วย การรับรู้ถึงผลการตรวจร่างกาย การได้เข้าร่วมโครงการ ความเกรงใจบุคลากรที่ให้บริการสุขภาพ และปัจจัยที่เป็นอุปสรรคซึ่งประกอบด้วย มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมสุขภาพไม่เพียงพอ พันธุกรรม ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บริการสุขภาพ เช่น เมื่ออบซาวนา (Sauna) หรือใช้ยาพื้นบ้านแล้วไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหรือบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นต้น สำหรับปัจจัยเชิงสังคม (ครอบครัวและชุมชน) และสภาพแวดล้อมมีทั้งผลดีและผลเสียต่อการปรับพฤติกรรมบุคคลที่แตกต่างกันออกไป เช่น ครอบครัวที่ส่งเสริมการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารสนับสนุนการรักษาพฤติกรรมสุขภาพที่ดีได้ดีกว่าครอบครัวที่ไม่ได้ส่งเสริมประเด็นดังกล่าว หรือการสนับสนุนระดับชุมชน ต้องอาศัยอบต. ในการรักษาการดำเนินงานที่ยั่งยืนของกิจกรรม เป็นต้น ด้านสภาพแวดล้อมพบว่าการมีถนน สวนสาธารณะและอุปกรณ์ ที่ดีส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของชุมชน

ผศ.ดร. อาภา ภัคภิญโญ นำเสนอผลการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันสุดท้ายที่เสร็จสิ้นโครงการ ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการมีทัศนคติที่ดีต่อโครงการ โดยเฉพาะการที่โครงการให้ความสำคัญกับกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตและเบาหวานซึ่งสะท้อนผ่านการให้คำแนะนำและติดตามการปรับพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกายและการรับประทานอาหาร อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าแบบสอบถามมีเนื้อหามากเกินไป มีคำถามกำกวม ในขณะที่ลงบันทึกการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเป็นภาระสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการบางคน

ท้ายสุด บุคลากรจาก รพสต. ในจังหวัดนครปฐม แสดงความประทับใจต่อโครงการดังกล่าว เนื่องจากโครงการสอดคล้องกับการดำเนินงานคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของรพสต. นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเพิ่มโอกาสในการอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้บางรพสต. เช่น รพสต. วัดสำโรงต้องการต่อยอดโครงการดังกล่าวในพื้นที่ของตนต่อ