Tag Archives: ถอดบทเรียน

ถอดบทเรียน สาธารณสุขไทยกับการควบคุมการระบาดของ Covid-19

โครงสร้างระบบสาธารณสุขพื้นฐานที่เข้มแข็ง นักระบาดวิทยาที่มีความสามารถ และกลุ่มอสม.กว่าล้านคนทั่วประเทศ คือปัจจัยทำให้ไทยประสบความสำเร็จในการสกัดการระบาดของไวรัส

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สำลี เปลี่ยนบางช้าง อดีตผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “3วัยไล่โควิด” โดยกล่าวว่าประเทศไทยถือเป็นชาติที่ประสบความสำเร็จมากลำดับต้นๆของโลกในการควบคุมการระบาดของ COVID-19 ซึ่งมีหลายปัจจัยที่อยู่เบื้องหลัง นอกจากความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขไทยที่พัฒนามาแล้วกว่า 50 ปี จากโครงสร้างการสาธารณสุขมูลฐาน (primary health care) ระดับชุมชน จนถึงนโยบายระดับประเทศแล้ว ไทยยังมีกำลังสำคัญคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวนกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ทำให้สามารถคัดกรอง ติดตามและให้ข้อมูลความรู้ในการดูแลป้องกันตัวเองของประชาชนทั่วไป
“เรามีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขเข้มแข็ง ตั้งแต่ระบบบริการสุขภาพ ระดับล่าง คือ ตำบล สถานีอนามัย รพสต. รพ.อำเภอ รพ.จังหวัด ถึงฝ่ายนโยบายระดับชาติ อสม.ของไทย ได้ทำหน้าที่ช่วยงานด้านสาธารณสุขมาตั้งนานแล้ว ก่อนองค์การอนามัยโลกและ UNICEF จะประกาศสาธารณสุขมูลฐาน ปี 1978 อสม.เราก็เคยช่วยเมื่อเกิดโรคติดต่อและโรคระบาดมาแล้วหลายครั้ง”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ. สำลี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยยังมีนักสาธารณสุขที่เก่ง มีความสามารถจำนวนมาก และมีนักระบาดวิทยาผู้เชี่ยวชาญที่ได้ฝึกอบรมในภาคสนาม ปฏิบัติงานจริง เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการควบคุมสถานการณ์และป้องกันล่วงหน้า

ในศตวรรษที่ 21 มีการระบาดของไวรัสที่รุนแรงถึง 5 ครั้ง ได้แก่ ซาร์ (Severe acute respiratory syndrome: SARS) ระหว่างปี 2002-2003 ครั้งที่ 2 คือไข้หวัดใหญ่ H1N1ในปี 2009 ครั้งที่ 3 คือ เมอร์ (Middle East Respiratory Syndrome: Mers) ในตะวันออกกลาง ครั้งที่ 4 คือ อีโบลา (Ebola Hemorrhagic Fever) ในอาฟริกาตะวันตก ซูดานและคองโก ปี 2014-2016 โดยสองครั้งหลังเป็นการระบาดในวงจำกัดเฉพาะพื้นที่

ส่วน COVID 19 นี้คือครั้งที่ 5 ระบาดใหญ่กระจายไปทั่วโลก เช่นเดียวกับ SARS และ ไข้หวัด H1N1 หรือ pig flu ข้อสังเกตคือเป็นไวรัสที่การระบาดรุนแรงมากกว่าครั้งก่อน เพราะยังสรุปไม่ได้ว่ามาจากฝีมือมนุษย์หรือมาจากธรรมชาติแต่รู้แน่ว่าเชื้ออยู่ในสารคัดหลั่งของคนไข้และกระจายตัวในอากาศได้เป็นเวลานานทำให้ควบคุมยาก ป้องกันตัวเองก็ยาก โดยยังไม่มีวัคซีนหรือยาเพื่อรักษาโรค ดังนั้น มาตรการตอนนี้ที่ทำได้คือการกักตัวและเว้นระยะห่างทางร่างกาย การใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตัวเอง “เรายังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกมากเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ รวมทั้งแนวทางดูแลตัวเองที่เหมาะสม ซึ่งต้องการการค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติม ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สำลี กล่าวปิดท้าย

 

สถาบันร่วมประชุมถอดบทเรียนศูนย์เด็กเล็ก

สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล โดย อาจารย์ ดร. นายแพทย์วิชช์ เกษมทรัพย์ รองผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้มอบหมายให้ บุคลากรในงานวิจัย ได้แก่ นางสาวกวินารัตน์ สุทธิสุคนธ์ และนางสาวดุษณี ดำมี ได้เข้าร่วมประชุม ถอดบทเรียนและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อจัดทำคู่มือการบริหารจัดการ และการจัดบริการ ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน ซึ่งจัดโดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2562 เวลา 09.30-16.00 น. ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ห้องบีบี 205 ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีคุณวีระชัย ก้อนมณี ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนระบบบริการสุขภาพชุมชน เป็นประธานในการประชุมดังกล่าว

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจากสถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ กรมอนามัย และผู้แทนจากหลากหลายพื้นที่ ได้แก่เทศบาลตำบลโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์เด็กเล็กโพธิ์ไทย จังหวัดอุบลราชธานี เทศบาลตำบลนาชะอัง จังหวัดชุมพร ศูนย์เด็กเล็กนาชะอัง จังหวัดชุมพร เทศบาลตำบลจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนนักวิชาการที่เกี่ยวข้องจากอีกหลายหน่วยงาน

ศูนย์เด็กเล็ก อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย” หมายถึง สถานที่รับดูแลพัฒนาและจัดประสบการณ์เรียนรู้ การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึงก่อนเข้าประถมศึกษาปีที่ 1 โดยในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 53,332 แห่ง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และกระทรวงศึกษาธิการ ฯลฯ

สำหรับงบประมาณของกองทุน สปสช.มี 2 กองทุนคือ กองทุนท้องถิ่นและกองทุนฟื้นฟูจังหวัด โดยมีจุดเน้นในการจัดกิจกรรมในด้านต่างๆ ได้แก่ 1. การส่งเสริมการเข้าถึงบริการ NCD 2. ส่งเสริมการเข้าถึงบริการเด็กเล็ก 3. เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่าย 4. และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูจังหวัด โดยในประเด็นการดำเนินงานพื้นที่ของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้นแบบนั้นมีจุดเน้นใน 3 เรื่อง คือ 1. ทันตสุขภาพ 2.โภชนาการ (ลดหวาน ลดเค็ม) 3.การส่งเสริมพัฒนาการ และได้มีการจัดทำคู่มือการบริหารจัดการและการจัดบริการ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในชุมชน โดยจะนำคู่มือที่ผลิตเสร็จแล้วไปใช้ในพื้นที่จริงได้ในเดือนกันยายน 2562 นี้ หลังจากนั้นสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียนจะได้ติดตามประเมินผลการใช้คู่มือในพื้นที่ต่อไป