Tag Archives: วิจัย

สถาบันลงพื้นที่เยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานป้องกันโรคไตเรื้อรัง จังหวัดหนองคาย

วันที่ 9-11 ตุลาคม 2562 อาจารย์ ดร. นายแพทย์ วิชช์ เกษมทรัพย์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วย นายเกรียงศักดิ์ ธรรมอภิพล นายวิชชุกร สุริยะวงศ์ไพศาล นางสาวกวินารัตน์ สุทธิสุคนธ์ และนางสาวดุษณี ดำมี ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ณ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินงานโครงการชะลอไตเสื่อมระยะที่ 1-2 สร้างความร่วมมือระหว่างภาคสาธารณสุข ประชาชน ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)

ทั้งนี้ สถาบันฯ ได้รับความอนุเคราะห์จากนายยรรยง พรหมศร ปลัดอำเภอเมือง นายทองเลื่อน องอาจ สาธารณสุขอำเภอเมือง และผู้แทนจากหลายภาคส่วน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การป้องกันและควบคุมโรคไตระยะที่ 1-2 ในอำเภอกับผู้ให้ข้อมูลกลุ่มต่าง ๆ จำนวน 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่ม พชอ. กลุ่มองค์กรชุมชน กลุ่มสหสาขาวิชาชีพ และกลุ่มผู้ป่วย เกี่ยวกับความสำเร็จและความท้าทายของการดำเนินงานควบคุมปัจจัยเสี่ยงโรคโรคไต ผ่านการดำเนิน “โครงการพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคไตระยะเริ่มต้น (CKD ระยะที่ 1-2) อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย” ตามเป้าหมายการดำเนินโครงการดังนี้ 1) การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย 2) พัฒนาระบบฐานข้อมูลและทะเบียนผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และ 3) การพัฒนาคุณภาพการจัดบริการ

สถาบันจัดอบรมเชิงปฎิบัติการ “สร้างและพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคและอาจารย์ทางการแพทย์และสาธารณสุขในประเทศไทยในการทำวิจัยปฏิบัติงานและวิจัยพัฒนาระบบบริการเกี่ยวกับวัณโรค”

วันที่ 23-26 และ 29-30 เมษายน พ.ศ. 2562 ศาสตราจารย์ ดร. สุภา เพ่งพิศ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้ดำเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างและพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคและอาจารย์ทางการแพทย์และสาธารณสุขในประเทศไทยในการทำวิจัยปฏิบัติงานและวิจัยพัฒนาระบบบริการเกี่ยวกับวัณโรค” ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ปี 2562-2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการทำงานวิจัยให้กับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการจัดการปัญหาวัณโรคของสำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) ทั้ง 13 เขตสุขภาพ ซึ่งการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการนี้เป็นครั้งที่ 1 ใช้ระยะเวลา 2 วันต่อพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการจัดการปัญหาวัณโรคของ สคร. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ และหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สคร. เขต 7 ขอนแก่น สคร. เขต 8 อุดรธานี และ สคร. เขต 10 อุบลราชธานี เข้าร่วมกับการฟังบรรยายความรู้พื้นฐานในการทำงานวิจัยวัณโรคและจัดลำดับความสำคัญของปัญหาการเขียนโครงการวิจัยเพื่อเสนอแหล่งทุน พร้อมฝึกปฏิบัติการควบคู่กันไป ทั้งนี้ ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2562 จะมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และ สคร. เขตอื่นๆ ให้ครบทั้ง 13 เขตสุขภาพต่อไป

สถาบันฯ จัดเวทีนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการวิจัยการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมให้คำแนะนำเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในพุทธศาสนิกชนจังหวัดนครปฐม

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562 สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดลจัดเวทีนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการวิจัย การศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมให้คำแนะนำเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในพุทธศาสนิกชนจังหวัดนครปฐม ณ ห้องประชุม 2106 อาคารฝึกอบรม โดยได้รับเกียรติจากบุคลากรสาธารณสุขจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) ทั้ง 8 แห่งในจังหวัดนครปฐม เข้าร่วมรับฟังและอภิปรายผลการดำเนินโครงการดังกล่าวที่มี ดร. สุภา เพ่งพิศ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ทั้งนี้ ผศ.ดร. ศริยามน ติรพัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย กล่าวเปิดการประชุมครั้งนี้ โดยมี ผศ.ดร. อาภา ภัคภิญโญ เป็นผู้ดำเนินการประชุม


ดร. สุภา เพ่งพิศ นำเสนอความเป็นมาของโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานโดยการปรับพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกายและการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษาประกอบด้วยกลุ่ม pre-diabetes/hypertension (มีผลเลือดคาบเส้นการป่วยเป็นโรคทั้งสอง) และกลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง (มีผลการตรวจสุขภาพเข้าเกณฑ์เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน) จำนวน 1,512 คน ที่มีอายุระหว่าง 40-65 ปี ที่เข้ารับบริการจากรพสต. ใกล้วัดทั้ง 6 แห่งในจังหวัดนครปฐม โดยแบ่งกลุ่มทดลองจาก รพสต. ใกล้วัด 6 แห่งและกลุ่มควบคุมในจำนวนเท่ากัน การคัดเลือกผู้เข้าร่วมใช้เกณฑ์ค่าความดันโลหิตและค่าน้ำตาลในเลือดที่อ้างอิงจากเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก และมีการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเพื่อใช้เป็นข้อมูลทางกายภาพประกอบการติดตามผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งความท้าทายต่าง ๆ เช่น มีผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างปะปนเข้ามา (ผู้ที่ป่วยแล้วและบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง) หรือมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มควบคุมซึ่งส่งผลต่อผลการวิจัยที่คาดเคลื่อน ด้านวิธีการ มีการจัดกิจกรรมตรวจคัดกรองและการฝึกอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพดำเนินการที่วัดและรพสต. หลังการปรับพฤติกรรมมีการใช้แบบประเมินต่าง ๆ เช่น PSQ9, GAD, 7 PHQ, และ self-efficacy assessment เป็นต้น

ดร.อิสรีย์ฐิกา ชัยสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสถาบันฯ นำเสนอผลการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยในเวลาหลังเสร็จสิ้นโครงการ เพื่อหาปัจจัยเอื้อและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระดับบุคคล ซึ่งจากการสัมภาษณ์พบว่า ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ที่เข้าโครงการมีความเชื่อมั่นและสามารถรักษาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้ด้วยตนเอง โดยมีปัจจัยเอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับบุคคลซึ่งประกอบด้วย การรับรู้ถึงผลการตรวจร่างกาย การได้เข้าร่วมโครงการ ความเกรงใจบุคลากรที่ให้บริการสุขภาพ และปัจจัยที่เป็นอุปสรรคซึ่งประกอบด้วย มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมสุขภาพไม่เพียงพอ พันธุกรรม ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บริการสุขภาพ เช่น เมื่ออบซาวนา (Sauna) หรือใช้ยาพื้นบ้านแล้วไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหรือบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นต้น สำหรับปัจจัยเชิงสังคม (ครอบครัวและชุมชน) และสภาพแวดล้อมมีทั้งผลดีและผลเสียต่อการปรับพฤติกรรมบุคคลที่แตกต่างกันออกไป เช่น ครอบครัวที่ส่งเสริมการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารสนับสนุนการรักษาพฤติกรรมสุขภาพที่ดีได้ดีกว่าครอบครัวที่ไม่ได้ส่งเสริมประเด็นดังกล่าว หรือการสนับสนุนระดับชุมชน ต้องอาศัยอบต. ในการรักษาการดำเนินงานที่ยั่งยืนของกิจกรรม เป็นต้น ด้านสภาพแวดล้อมพบว่าการมีถนน สวนสาธารณะและอุปกรณ์ ที่ดีส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของชุมชน

ผศ.ดร. อาภา ภัคภิญโญ นำเสนอผลการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันสุดท้ายที่เสร็จสิ้นโครงการ ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการมีทัศนคติที่ดีต่อโครงการ โดยเฉพาะการที่โครงการให้ความสำคัญกับกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตและเบาหวานซึ่งสะท้อนผ่านการให้คำแนะนำและติดตามการปรับพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกายและการรับประทานอาหาร อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าแบบสอบถามมีเนื้อหามากเกินไป มีคำถามกำกวม ในขณะที่ลงบันทึกการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเป็นภาระสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการบางคน

ท้ายสุด บุคลากรจาก รพสต. ในจังหวัดนครปฐม แสดงความประทับใจต่อโครงการดังกล่าว เนื่องจากโครงการสอดคล้องกับการดำเนินงานคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของรพสต. นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเพิ่มโอกาสในการอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้บางรพสต. เช่น รพสต. วัดสำโรงต้องการต่อยอดโครงการดังกล่าวในพื้นที่ของตนต่อ

ทีมวิจัยสถาบันฯ ร่วมกับทีมพยาบาล ลงพื้นที่โครงการวิจัยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน จังหวัดนครปฐม

ทีมวิจัยสถาบันฯ ร่วมกับทีมพยาบาล  ลงพื้นที่วิจัยเจาะเลือดให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน  จังหวัดนครปฐม ในหัวข้อ “ประสิทธิผลของโปรแกรมปรับวิถีชีวิตต่อการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานในพุทธศาสนิกชน  จังหวัดนครปฐม”  เป็นโครงการวิจัยต่อเนื่อง  ระยะ  3  ปี  ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากงบประมาณแผ่นดิน  ระหว่างปี  2559-2561  โดยมีศาสตราจารย์ ดร. สุภา  เพ่งพิศ  เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย  ทั้งนี้  หากผลการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐาน  ก็จะนำเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายของประเทศให้จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการป้องกันโรคตามโปรแกรมดังกล่าว  ซึ่งส่งผลให้อัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานในกลุ่มประชากรไทยลดลง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

อบรมนักวิจัยพื้นที่ “สำรวจข้อมูลตัวชี้วัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออาทรต่อผู้สูงวัยในชุมชน” จังหวัดนครศรีธรรมราช

วันอังคารที่ 22 ถึงวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ทีมวิจัยสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล ลงพื้นที่อบรมนักวิจัยพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งดำเนินงานภายใต้ โครงการพัฒนาชุมชนที่เอื้ออาทรต่อผู้สูงวัยเพื่อส่งเสริมพฤฒิพลังของผู้สูงวัยอย่างเหมาะสมและยั่งยืน : ระยะที่ 1-การพัฒนาตัวชี้วัดของชุมชนที่เอื้ออาทรต่อผู้สูงวัย โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศริยามน ติรพัฒน์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย

การอบรมพื้นที่วิจัยครั้งนี้ นำทีมโดย อาจารย์ ดร. ดวงใจ บรรทัพ นางสาวกวินารัตน์ สุทธิสุคนธ์ และนางสาวเกณิกา จันชะนะกิจ ได้ลงพื้นที่อบรมนักวิจัยพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพรหมคีรี อำเภอหัวไทร อำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช โดยแบ่งเป็นเขตเมือง หมายถึง ผู้สูงอายุที่อยู่ในเขตเทศบาลตำบล จำนวน 9 แห่ง และเขตชนบท หมายถึง ผู้สูงอายุที่อยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 8 แห่ง รวมแบบสอบถามที่เก็บข้อมูล 422 ชุด โดยคิดตามสัดส่วนประชากรของผู้สูงอายุในจังหวัด กลุ่มเป้าหมายคือผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่สามารถพูดคุยได้ตามแบบสอบถาม 1 ท่านต่อ 1 หลังคาเรือน ยกเว้นผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อม มีภาวะซึมเศร้า หรือจิตเภท

เนื้อหาในการอบรมตามแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 5 ส่วน 10 หน้า ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออาทรต่อผู้สูงวัยในชุมชน ข้อมูลการสูงวัยอย่างมีศักยภาพหรือพฤฒิพลัง (Active Ageing) ข้อมูลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออาทรต่อผู้สูงวัยในชุมชน โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออาทรต่อผู้สูงวัยในชุมชน รวมทั้งซักถามแต่ละประเด็นของเนื้อหาในการอบรม เพื่อความกระจ่างในการเก็บข้อมูลตามแบบสอบถาม